bubyblog


สวัสดีค่ะชื่อบูนะคะ บูเขียนบล็อกเพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นคนรักสวยรักงาม ชอบที่จะดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาคนที่เจอเราชอบถามว่าทำไมหน้าใสจัง หน้าดูเด็กทั้งที่อายุก็วัยเบญจเพศแล้ว ตอนเด็กๆเราก็ดูแลดีอยู่แหละค่ะ แต่พอช่วงเข้าสู่วัยทำงาน ต้องเข้าเมือง เจอทั้งมลภาวะ ฝุ่น ควัน แถมยังเครียด ขาดออกกำลังกาย นอนดึก หน้าโทรม ริ้วรอยก็เริ่มมา พอเริ่มรู้ว่าความแก่มาเยือนละ เราก็รีบกลับมาดูแลตัวเองทันที ศึกษาข้อมูลสารต่างๆ พบสารที่น่าทึ่งมากมาย ทำให้เรารีบไปหาอาหารเสริมมาบำรุงตัวเองได้ทันเวลา ตอนนี้กำจัดเจ้าตัวร้ายที่ทำร้ายผิวเราได้ทันท่วงทีแล้วจ้า อยากรู้เคล็ดลับก็ตามมาอ่านบทความดีๆในบล็อกของเราได้นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

สูตรเด็ด!! อันเชิญคุณ “ ฝ้า กระ จุดด่างดำ” ออกจากใบหน้า

เมื่อพูดถึงคำว่า "ฝ้า" บางคนอาจถึงกับจิตตกไปเลย เพราะมันเป็นสุดยอดปัญหาโลกแตก ที่รักษาให้หายขาดได้ยาก เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้ามีรอยด่างเป็นปื้นแล้ว ทำให้หน้าไม่สวย ซึ่งความเสื่อมนี้มันบ่งบอกถึงวัยอีกด้วย เราคงไม่อยากแก่กันใช่มั๊ยล่ะคะ อายุมากไม่พอ แถมไม่มีความมั่นใจเพราะเหตุหน้าพังนี่เราก็ไม่ไหวกันใช่ม๊าาาาาา เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนาะ ^.^ บล็อกนี้เราจะมาแนะนำให้ความรู้กับสาวๆรวมถึงไม่สาวแล้ว 555 ว่า ฝ้านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อที่ว่าเมื่อเรารู้แล้ว เราก็จะสามารถหาทางป้องกันได้ดีขึ้น เพราะมันอาจเกิดกับเราในไม่ช้าก็เร็วนี้ๆ ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นมันก็ยิ่งมาเร็วมาก
ฝ้า กระ พบในคนทุกเชื้อชาติ แต่เด่นชัดกับคนในประเทศแถบเอเชีย (ก็รู้ๆกันอยู่นะคะว่าอากาศบ้านเรามันร้อนแค่ไหน แสงแดดนี่แหละตัวดีเลยค่ะ) และพบมากในเพศหญิงวัยกลางคน จริงๆสาเหตุของการเกิดฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ แสงแดด ฮอร์โมน ยา การแพ้เครื่องสำอาง ตลอดจนพันธุกรรม โดยเฉพาะเมื่อโดนแสงแดดทำร้าย นี่แหละ สาเหตุหลักๆเลยที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหน้าได้เร็วมาก

ฝ้า กระ เกิดได้อย่างไรขึ้น
กระ และ ฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้
กระ มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น สำหรับฝ้า พบบ่อยในสุภาพสตรีวัยกลางคน มีลักษณะเป็นแผ่นปื้น พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง มักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด

ฝ้ามีอยู่สามชนิดคือ
1. ฝ้าแบบตื้น (Epidermal) จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มักมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด เกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว
2. ฝ้าแบบลึก (Dermis) จะมีอาการผิดปกติ อยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิด ฝ้า ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด รักษาได้ยากกว่าฝ้าชนิดตื้น และไม่ค่อยหายขาด
3. แบบผสม คือมีทั้งสองแบบปนกันอยู่ในผิวเดียวกัน

วิธีการรักษา
อันดับแรกต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ฝ้า และกระ ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง  แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้ กระ หรือ ฝ้า เป็นมากขึ้น ร่วมกับ การพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ ครีมกันแดด อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

การรักษาด้วยสกินแคร์หรือการทายา
ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการหน้าลอกเป็นขุย แสบแดง ระคายเคือง ทำให้คล้ำมากกว่าเดิม
• กลุ่มที่เร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้า มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ (AHA) และกรดวิตามินเอ เป็นต้น
• กลุ่มยาหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีผลลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เช่น ยาไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) กรดโคจิค (Kojic acid) หรือเจลวิตามินซี ผลการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง และมักได้ผลในกรณีที่ ฝ้า เกิดในชั้นหนังกำพร้า ส่วน กระ อาจจะจางลงได้บ้าง

การรักษาด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีอื่นๆ
• วิธีกรอผิวชนิด Microdermabrasion (เครื่องกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีผู้นำมาใช้ในการรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับ ฝ้า และ กระ ที่อยู่ในชั้นตื้นๆ
ข้อควรระวัง คือ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงมากเกินไป อาจทำให้เกิดบาดแผลถลอก และมีเลือดออกได้
• การรักษาด้วยเครื่องไอออนโตฟอรีซิส อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อนๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวหน้าให้ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้เพิ่มมากขึ้นหรือออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้ มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้างแต่มักไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามผลการรักษายังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน
• การรักษาด้วยเทคโนโลยีของเลเซอร์และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง( Intense Pulsed Light ;IPL) เป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน โดยเครื่องมือทั้งสองชนิดให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่มีรอยคล้ำจาก กระหรือ ฝ้า ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าปกติจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินในบริเวณนั้นถูกทำลายและมีจำนวนลดลง มีผลทำให้ กระ หรือ ฝ้า นั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลการรักษาได้ค่อนข้างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และ เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้ความชำนาญ และที่สำคัญ กระ และ ฝ้า ยังจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกเมื่อหยุดการรักษา ทั้งนี้เพราะ เลเซอร์ และ  IPL สามารถกำจัดเม็ดสีส่วนเกินในผิวหนังได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดเม็ดสีที่สะสมขึ้นมาใหม่

การรักษาด้วยการกิน อาหารเสริม
คนส่วนใหญ่นิยมรักษาด้วยการใช้ครีมแก้ฝ้า เพราะสามารถเลือกใช้ในราคาตั้งแต่ถูกมากถึงแพงมาก บางคนโดนหลอกจากการโฆษณาให้ใช้ครีมถูกๆ รักษาฝ้าได้แค่ช่วงหนึ่งก็กลับมาเป็นหนักกว่าเดิม การรักษาด้วยการใช้ยาทาฝ้าอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลในคนที่เป็นฝ้าลึก ฝังแน่นติดหนึบ ต้องใช้วิธีรักษาอื่นๆร่วมด้วย เช่น การกินอาหารเสริมที่สกัดจากพืช เช่น สารสกัดจากเปลือกสน(pycnogenol) , เมล็ดองุ่น(grape seed extract) , สารสกัดจากมะเขือเทศ (lycopene) นอกจากนี้ยังสามารถทานควบคู่กับ NAC(N-acetyl- cysteine) , กรดอัลฟ่าไลโปอิค(ALA) และ วิตามินซี (vitamin c) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านปฏิกิริยาของรังสียูวี ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิ และกระตุ้นการซ่อมแซม DNA ของผิวหนังจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาและป้องกันการเกิดฝ้า กระ ได้ในระยะยาว

ขอแชร์ประสบการณ์การรักษาฝ้าของคุณแม่ของเรา (เป็นเทคนิคแก้ฝ้า เอาหน้ารอด 555) เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และพบแนวทางการรักษาที่เกิดผลดีกับคนอื่นบ้างนะคะ

คุณแม่อายุ 46 ปี มีปัญหาเรื่องฝ้ามานานหลายปี แกรักษาทั้งทาครีมราคาแพง ทั้งกินยา ทำยังไงก็ไม่หายขาด ปกติเวลาที่คุณแม่ทาครีมแก้ฝ้า หน้าแกจะดีขึ้นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่แกบอกว่าต้องเปลี่ยนครีมใหม่ไปเรื่อยๆไม่งั้นฝ้ามันก็จะมีอยู่ แบบว่าใช้ครีมตัวนั้นไม่ได้ตลอด เราก็ไม่เข้าใจ แล้วแบบนี้แม่ต้องใช้ครีมทั้งโลกเลยรึเปล่า ??? ด้วยความบังเอิญในช่วงที่เราหาข้อมูลการบำรุงผิวให้ขาวใส ก็ได้ไปเจอบล็อกๆหนึ่งที่เค้าให้ข้อมูลเรื่องประสบการณ์การดูแลผิวพรรณและร่างกาย ก็เลยมาเจอเจ้าวิตามินที่มีคุณสมบัติที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝ้าได้ นั่นก็คือ Pycnogenol และ Lycopene  ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เริ่มเห็นผลตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก ว่าฝ้าเริ่มจางลง พอครบ 2 เดือน หน้าแม่ดีขึ้นมากเลยค่ะ แต่มันก็ไม่ได้หายไปจากชีวิตเลยนะคะ เพราะอย่างที่กล่าวในข้างต้นว่ามันไม่อาจจะรักษาให้หายขาดได้ แต่เราทำให้มันจางลง และป้องกันไม่ให้ลุกลามไปมากกว่าเดิมได้

อ่านต่อเทคนิคแก้ฝ้า เอาหน้ารอด ฉบับการรักษาด้วยการเสริมอาหารด้วยสารสกัดจากพืช

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com

2 ความคิดเห็น:

  1. เห็นอ แต๊งค์ ยก ฟ ที่s อเมซิ่ง โพสต์ . อิf ยก อริ frustrated วิทย์h เฟรย์ckles, ยก วอนท์ โต๊ะ เกิด ฤทธิ์ อ๊อฟ เฟรย์ckles. เฟรย์ckles จาน โอccure แอนด์ เดวี่ลบ อาs อาริสุlt อ๊อฟ ซัน อิxposure. วิ ฮาร์วี่ย์ เอฟเฟกต์อิวิครีม แอนด์ ทรีทเมนต์ strategy โต๊ะ เรดยูส เฟรย์ckless อิน สอด ไทม์.

    ตอบลบ
  2. กำังหาอยู่พอดีเลย จากที่ลองมาหลายๆอย่าง อาหารเสริมได้ผลค่อนข้างน้อย ยามีเอฟเฟคแรงเกินไป เวลาหาย พอซักพักกลับมายิ่งเป็นหนัก ครีมทาฝ้าค่อยๆจาง ถึงไม่จางหมดแต่ก็ช่วยได้แบบไม่อันตาย

    แล้วแต่คนชอบ กับลักษณะผิวของแต่ละคนคะ

    ตอบลบ