เรื่องสิวถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเลยทีเดียว หน้าสวยแต่สิวขึ้นนี่ก็ทำน่าพังได้เลย อีเจ้าสิวนี่ก็มีทั้งสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ สิวหัวช้าง
มีทั้งสิวเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่ โอ้แม่เจ้า !!! คงแย่มากถ้ามันขึ้นมากเป็นพิเศษที่บริเวณใบหน้าของเรา ปกติเจ้าของบล็อกก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวนะคะ เรียกว่าแทบจะไม่มีเลย
มันคือความโชคดีมากๆ เพราะตั้งแต่สมัยเด็กๆ เราเป็นคนที่ชอบล้างหน้าบ่อยมากๆ
ต้องพกสบู่ไปโรงเรียนทุกวัน ล้างหน้าเช้า กลางวัน เย็น ผิวหน้าเลยดีมาตั้งแต่เด็กๆ
แถมเพื่อนชอบชมว่าหน้าใส (แต่การล้างหน้าบ่อยเกินก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
เพราะจะทำให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่นได้) แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งในช่วงเป็นสาวออฟฟิต ช่วงนั้นรู้สึกเครียด แถมยังพักผ่อนน้อยมาก เลยเป็นสิวอยู่ 4 เม็ด
ถือว่าเยอะสุดบนใบหน้า 555555
เข้าเรื่องต่อ โดยส่วนมากการเกิดสิวมักจะเกิดในคนที่มีผิวหน้ามัน
เป็นสาเหตุใหญ่ของการเกิดสิวเนื่องจากการที่มีความมันบนใบหน้า
และมีการอุดกลั้นทางเดินของไขมันตามรูขุมขน ทำให้เกิดสิวซึ่งอาจจะเป็นสิวหัวขาว
หรือหัวดำก็ได้ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะแบคทีเรียชื่อ Propionibacterium
acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิวเช่น เป็นหนอง .... อ่ะจึ๋ยยย
สาเหตุของสิว
ยังเกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดการอุดตัน การล้างหน้าไม่สะอาด และยังเกี่ยวกับความไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
ซึ่งพบบ่อยในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน นอกจากนี้ยังเกิดจากภาวะต่อมหมวกไตล้า
จากความเครียด นอนดึก พักผ่อนน้อย อีกด้วย
สำหรับคนที่ชอบบีบ ชอบแกะสิวเป็นประจำ
มันไม่เป็นผลดีเลยนะคะ เพราะมันจะยิ่งทำให้สิวหายยาก บางกรณีอาจเกิดการหัวฝัง
เกิดเปนไตแข็งๆ คือ ภายนอกจะปิดสนิท แต่หัวสิวยังอยุ่ และจะไม่มีอาการปวดเพราะหัวสิงจะฝังอยุ่ลึกมาก
และบวมอยุ่แบบนั้น
วิธีการรักษาสิวอย่างได้ผล
1.ถ้าเป็นสิวอักเสบ
การทำความสะอาดใบหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และการป้องกันไม่ให้มีการอุดตันที่รูขุมขน
โดยการใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนกลางวัน
ก็พอจะช่วยให้สิวลดลงหรือป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบ
คงต้องปรึกษาแพทย์
2.ล้างหน้าวันละ
2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ด้วยสบู่หรือคลีนเซอร์อย่างอ่อนที่ไม่ระคายเคือง
แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู (ควรล้างขึ้นไปตีนผม
เพื่อล้างน้ำมันและคราบสกปรก ที่อาจจะเป็นตัวก่อสิวออกไป สำหรับคนที่มีผมมัน ควรสระผมทุกวัน)
3.ล้างหน้าทุกครั้ง
หลังทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก แต่เน้นว่า “ล้างด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น”
4.เลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสม
โดยครีมบำรุงควรเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ mineral
oil,petrolatum,parafin,lanolin เป็นต้น และเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีป้ายระบุบอกว่า
noncomedogenic (ไม่ก่อให้เกิดสิว)
5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี
มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เต็มที่
6.งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย
เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน เป็นต้น
7.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
หาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง
รวมทั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวในร่างกายดีขึ้น
8.ทายาร่วมกับการรับประทานอาหารเสริม
สำหรับผุ้ที่สิวขึ้นง่ายและสิวอักเสบนั้น
ถึงจะดูรักษายังไงสิวก็ยังกลับมาเกิดขึ้นเรื่อยๆ การทายาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
เพราะมันมีปัจจัยภายในกระตุ้นตลอด แบบนี้จำเป็นต้องดูแลรักษาควบคู่กับการกินอาหารเสริม
เพื่อควบคุมฮอร์โมนไปด้วยนะคะ ในที่นี้จะมาพูดถึงการเสริมอาหารด้วยวิตามินที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาสิว
มี 3 ตัวหลักๆ ได้แก่ วิตามินบี5 , Zinc และ
Betacarotene
วิตามินบี 5 (Pantothenic Acid B5) ทำหน้าที่สร้าง Coenzyme-A
ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมันในร่างกายเรา
เมื่อร่างกายเราสามารถเผาผลาญไขมันได้ดี
ก็ทำให้ผิวหน้าของเรามีน้ำมันส่วนเกินทะลักออกมาน้อย ลดอาการมันบนใบหน้า
เมื่อหน้าเราไม่ค่อยมันก็จะทำให้โอกาสเกิดสิวน้อยลง โดยปกติแล้วปริมาณวิตามินที่คนทั่วไปต้องการก็คือ
10 กรัมต่อวัน ก็จะช่วยให้อาการสิวดีขึ้น
ซึ่งคนที่ขาดวิตามินบี 5 นี้จะเป็นคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก หรือ
เครื่องในสัตว์ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเอนไซม์ทดแทนในส่วนที่ร่างกายสูญเสียไปได้
คนที่เป็นสิวมาก ๆ จะขาด Coenzyme-A ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่ดี
การที่ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามาก
และร่างกายไม่มีเอนไซม์ตัวนี้เพียงพอในการเผาผลาญไขมันได้เป็นปกติก็ทำให้ต่อมไขมันเกิดการอุดตันได้
และเกิดสิวได้ในที่สุด
ดังนั้นการรับประทานวิตามินบี5 อย่างเพียงพอก็ทำให้ไขมันเผาผลาญเป็นปกติ จึงทำให้ไขมันไม่ออกมามาก
และจะทำให้รูขุมขนหดเล็กลงในเวตาต่อมา
จึงทำให้ใบหน้านุ่มชุ่มชื้น เนียนเรียบไม่แห้งแตกเป็นขุย
ประโยชน์
1.ช่วยสร้างแอนติบอดี้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
2.เป็นตัวเปลี่ยนไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
3.ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
4.บรรเทาอาการข้ออักเสบ
5.บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
6.ช่วยให้ร่างกายหายจากอาการช็อคหลังการผ่าตัดใหญ่
7.ช่วยลดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
8.ช่วยให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น
9.ช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน
ไขมัน คาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ได้พลังงาน
10.ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
11.ช่วยป้องกันริ้วรอย
12.ช่วยลดการเกิดสิว
หน้ามัน
ข้อควรระวัง
วิตามินบี5
จะออกฤทธิ์ได้ดีในคนที่นอนไม่ดึกนะคะ
เพราะฉะนั้นถ้าเลือกที่จะรักษาสิวด้วยวิตามินตัวนี้ ห้ามนอนดึกเป็นอันขาด เพราะการนอนดึกจนติดเป็นนิสัย
จะทำให้อวัยวะภายในไม่ได้พัก (โดยเฉพาะตับ) ทำให้อุณหภูมิร่างกายจะสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผิวแห้งขาดน้ำ และเกิดสิวผดตามมา
หากมีอาการแพ้ จะรู้สึกระคายเคืองท้อง ท้องเสีย หิวน้ำบ่อย ปากแห้ง
ซึ่งหากใครกินวิตามินบี5แล้วเกิดอาการแบบนี้ให้หยุดกินทันที
-----------------------------------------------------------------------
Zinc (สังกะสี) เป็น antioxidant
ช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเอง ลดรอยแผลเป็น ลดสิว ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง
(eczema) และ โรค Psoriasis และช่วยให้ร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่
zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ
ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ 60%ของคนที่ทุกข์ทรมานจากการเป็นสิวรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นเมื่อทาน
zinc และพบว่าการขาด zinc ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว
ประโยชน์
1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที-เซลล์
(T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
2.บรรเทาอาการหวัด
3.รักษาสิว โดยการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว
รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ
และสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
4.ช่วยในการเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์มในผู้ที่ต้องการมีบุตร
นอกจากยังช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโต
5.ช่วยสมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก
หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร
6.ช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก และมีพัฒนาการตามวัย
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริม Zinc
ต้องเป็นแร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี
ไม่เหลือปริมาณตกค้างจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร
รวมถึงต้องยังคงรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งรูปแบบที่ดีคือ
รูปแบบที่เรียกว่า “Zinc Amino Acid Chelate” เนื่องจากมีกรดอะมิโนที่ช่วยดูดซึมในลำไส้เล็กได้ดีขึ้น
ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน : สำหรับการรับประทานเพื่อรักษาอาการสิว
ควรรับประทานวันละ 45 mg
-----------------------------------------------------------------------
Beta- carotene เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ
(โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ทั้งนี้โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนบีตา-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
โดยเบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอและออกฤทธิ์ได้ดี
เมือเทียบกับ lutein , zeaxanthin จะออกฤทธิ์ได้แค่ครึ่งหนึ่งของเบต้าแคโรทีนเท่านั้นเอง
นอกจากจะช่วยบำรุงสายตาแล้ว ยังช่วยลดการเกิดสิว และหน้าไม่ค่อยมันอีกด้วย
ประโยชน์
1.ช่วยดูแลรักษาผิวพรรณ ช่วยให้ผิวไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ให้ผิวสดใส
เรียบเนียน
2.บรรเทาอาการตาแห้ง ช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกได้อีกด้วย
3.ต่อต้านการติดเชื้อ
4.ป้องกันโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว
5.ช่วยในกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
6.ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่หยาบกร้าน ไม่ตกสะเก็ด
7.ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
8.ป้องกันอาการผิวไหม้จากแสงแดด
9.มีส่วนร่วมในกระบวนการการสร้างกระดูกและฟัน
การเลือกรับประทานเบต้าแคโรทีน
ควรเลือกรับประทานเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ
จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการรับประทานเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสังเคราะห์
เนื่องจากเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติจะมีการจัดเรียงสูตรโครงสร้างทางเคมีที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานภายในร่างกาย
ทำให้ร่างกายได้ประโยชน์จากเบต้าแคโรทีนที่รับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่
อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะมีความคล้ายคลึงกันกับการรับประทานจากอาหาร
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน : หากต้องการรับประทานเพื่อการรักษาภาวะความเสื่อมที่เป็นอยู่
สามารถทานได้ถึง 10,000-20,000 IUs ต่อวัน
นอกจากนี้คนที่เป็นสิวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกินวิตามินซีร่วมด้วย
เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยแดง เมื่อใดที่ผิวมีการอักเสบ
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า leukotrienes
เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวแล้วแถมรอยแดงทิ้งไว้อีก การเสริมวิตามินซีเข้าไปด้วยจึงเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยและเสริมความแข็งแกร่งของชั้นผิวหนังได้ค่ะ
หากต้องการใช้ยาแต้มสิว
ก็จะมีอยู่ 3 แบบ
(ก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ก่อน หากทาไปแล้วเกิดมีอาการแสบแดงขึ้น
ก็สันนิฐานได้ว่าแพ้ครีมตัวนั้นแล้วล่ะค่ะ)
1.benzoyl
peroxide หรือเรียกว่า BP เช่น benzac เป็นยาทาสิวที่ได้ผลดีขนานหนึ่ง ทำให้หัวสิวหลุดออกได้เร็วขึ้น ใช้แก้ปัญหาสิวได้ทั้งสิวผด
สิวอักเสบ สิวหนอง รวมไปถึงใช้ละลายสิวอุดตันได้เป็นอย่างดี ความเข้มข้นของตัวยาที่ช่วยรักษาสิวที่แนะนำที่
2.5% ซึ่งต่ำที่สุด ซึ่งมีโอกาสแพ้น้อย หากยิ่งความเข้มข้นมากโอกาสแพ้ก็มีมากขึ้นค่ะ
2.กลุ่มยากรดวิตามินเอ เช่น retin-a , differin ลดปัญหาสิวอุดตัน
Retin-a
ความเข้มข้น 0.05% ทาเพื่อลดการเกิดสิว สิว รอยสิวจางไวแถมผิวเรียบอีกต่างหาก
การรักษาสิวอุดตันอาจเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์ หรืออาจจะนานถึง 1
เดือนก็แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน แต่ควรระวังแสงแดดให้มากหน่อย
เพราะครีมเรติน เอนี้จะทำให้หน้าของเราไวต่อแสงแดดมากๆ
จึงควรใช้ครีมกันแดดควบคู่กันไปด้วยเมื่อต้องออกนอกบ้าน
Differin ความเข้มข้น 0.1% แนะนำให้แต้มตอนเป็นหลุมสิวที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่เหมาะสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่ายนะคะ
เพราะตัวยาค่อนข้างแรง
แนะนำเพิ่มเติม
-
สามารถหาร rose hip oil มาทาร่วมด้วยได้นะคะ เพราะมันช่วยลดหลุมสิว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น และช่วยให้รอยแดงจากสิวจางลงได้ค่ะ (มีหลายยี่ห้อ ที่แนะนำก็จะมียี่ห้อ aura cacia ใช้แต้มเฉพาะบริเวณรอยแดง)
- differin และ ratin-a หากทาพร้อม benzac จะทำให้ประสิทธิภาพจะลดลง แนะนำว่าหลังล้างหน้าให้ทา
benzac เฉพาะบริเวณหัวสิว ตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แล้วค่อยทา
ratin- a เป็นตัวสุดท้าย
-
หากทา differin และ ratin-a c แล้วสิวยังคงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเกิดภายใน 6 สัปดาห์
และจะเห็นผลชัดเจนว่าสิวลดลง หลัง 4 เดือนเป็นต้นไป อย่าเพิ่งหยุดทาไปก่อนนะคะ
ให้ทาไปเรื่อยๆ เพราะสิวมันก็ยังคงขึ้นเหมือนเดิมจากปัจจัยภายในร่างกายโดยตัวยาจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น
จึงมีผลให้สิวปะทุขึ้นมามากค่ะ
- สิวอักเสบที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการทา
retin-a และแพ้วิตามินเอ
เพราะเห็นหลายๆคนที่ทาแล้วจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น จึงมีผลให้สิวปะทุ
ซึ่งจะเกิดภายใน 6 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนว่าสิวลดลง หลัง 4 เดือนเป็นต้นไป ยารักษาสิวชนิดนี้ต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผล
แต่คนส่วนใหญ่มักจะเลิกทาเสียก่อนเพราะรับมือกับสิวไม่ไหว
3.กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น clindamycin จะลดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบลงได้มาก
เหมาะสำหรับสิวหัวหนองขนาดเล็ก หากเป็นสิวหัวช้างหรือซีสต์ (การใช้ยาชนิดนี้ต้องแน่ใจว่าสิวที่เกิดขึ้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจริง
ไม่ได้มีสาเหตุจากเรื่องอื่นๆ)
การใช้ยาอะไรต้องแน่ใจว่า
เลือกใช้ได้ตรงตามสาเหตุ ขนาดและวิธีการรับประทาน ระยะเวลาของการใช้ที่เหมาะสม
ย่อมส่งผลลัพท์ในการใช้ยาทั้งสิ้นนะคะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีประสบการณ์เรื่องสิวซักเท่าไร แต่เราก็ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องสิวมาค่อนข้างเยอะมาก แต่ทั้งนี้การรักษามันก็ขึ้นกับสภาพหน้าแต่ละคนล่ะค่ะ เรื่องแบบนี้มันคงต้องทดลองกันเองเนาะ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าสภาพหน้าเราเป็นยังไง ก็นำไปปรับใช้ดูนะคะ การรักษาสิวต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นต้องใจเย็นๆ
เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com