bubyblog


สวัสดีค่ะชื่อบูนะคะ บูเขียนบล็อกเพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นคนรักสวยรักงาม ชอบที่จะดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาคนที่เจอเราชอบถามว่าทำไมหน้าใสจัง หน้าดูเด็กทั้งที่อายุก็วัยเบญจเพศแล้ว ตอนเด็กๆเราก็ดูแลดีอยู่แหละค่ะ แต่พอช่วงเข้าสู่วัยทำงาน ต้องเข้าเมือง เจอทั้งมลภาวะ ฝุ่น ควัน แถมยังเครียด ขาดออกกำลังกาย นอนดึก หน้าโทรม ริ้วรอยก็เริ่มมา พอเริ่มรู้ว่าความแก่มาเยือนละ เราก็รีบกลับมาดูแลตัวเองทันที ศึกษาข้อมูลสารต่างๆ พบสารที่น่าทึ่งมากมาย ทำให้เรารีบไปหาอาหารเสริมมาบำรุงตัวเองได้ทันเวลา ตอนนี้กำจัดเจ้าตัวร้ายที่ทำร้ายผิวเราได้ทันท่วงทีแล้วจ้า อยากรู้เคล็ดลับก็ตามมาอ่านบทความดีๆในบล็อกของเราได้นะคะ

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

แก้ปัญหาผิวหน้ามัน รูขุมขนอุดตัน สารพัดต้นเหตุสิว โดยไม่จำเป็นต้องทำเลเซอร์

เรื่องสิวถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเลยทีเดียว หน้าสวยแต่สิวขึ้นนี่ก็ทำน่าพังได้เลย อีเจ้าสิวนี่ก็มีทั้งสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ สิวหัวช้าง มีทั้งสิวเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่ โอ้แม่เจ้า !!! คงแย่มากถ้ามันขึ้นมากเป็นพิเศษที่บริเวณใบหน้าของเรา ปกติเจ้าของบล็อกก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวนะคะ เรียกว่าแทบจะไม่มีเลย มันคือความโชคดีมากๆ เพราะตั้งแต่สมัยเด็กๆ เราเป็นคนที่ชอบล้างหน้าบ่อยมากๆ ต้องพกสบู่ไปโรงเรียนทุกวัน ล้างหน้าเช้า กลางวัน เย็น ผิวหน้าเลยดีมาตั้งแต่เด็กๆ แถมเพื่อนชอบชมว่าหน้าใส (แต่การล้างหน้าบ่อยเกินก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะจะทำให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่นได้) แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งในช่วงเป็นสาวออฟฟิต ช่วงนั้นรู้สึกเครียด แถมยังพักผ่อนน้อยมาก เลยเป็นสิวอยู่ 4 เม็ด ถือว่าเยอะสุดบนใบหน้า 555555 

เข้าเรื่องต่อ โดยส่วนมากการเกิดสิวมักจะเกิดในคนที่มีผิวหน้ามัน เป็นสาเหตุใหญ่ของการเกิดสิวเนื่องจากการที่มีความมันบนใบหน้า และมีการอุดกลั้นทางเดินของไขมันตามรูขุมขน ทำให้เกิดสิวซึ่งอาจจะเป็นสิวหัวขาว หรือหัวดำก็ได้ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะแบคทีเรียชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิวเช่น เป็นหนอง .... อ่ะจึ๋ยยย

สาเหตุของสิว ยังเกิดจากการใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดการอุดตัน การล้างหน้าไม่สะอาด และยังเกี่ยวกับความไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งพบบ่อยในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน นอกจากนี้ยังเกิดจากภาวะต่อมหมวกไตล้า จากความเครียด นอนดึก พักผ่อนน้อย อีกด้วย
สำหรับคนที่ชอบบีบ ชอบแกะสิวเป็นประจำ มันไม่เป็นผลดีเลยนะคะ เพราะมันจะยิ่งทำให้สิวหายยาก บางกรณีอาจเกิดการหัวฝัง เกิดเปนไตแข็งๆ คือ ภายนอกจะปิดสนิท แต่หัวสิวยังอยุ่ และจะไม่มีอาการปวดเพราะหัวสิงจะฝังอยุ่ลึกมาก และบวมอยุ่แบบนั้น
วิธีการรักษาสิวอย่างได้ผล
1.ถ้าเป็นสิวอักเสบ การทำความสะอาดใบหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และการป้องกันไม่ให้มีการอุดตันที่รูขุมขน โดยการใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนกลางวัน ก็พอจะช่วยให้สิวลดลงหรือป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบ คงต้องปรึกษาแพทย์
2.ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ด้วยสบู่หรือคลีนเซอร์อย่างอ่อนที่ไม่ระคายเคือง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู (ควรล้างขึ้นไปตีนผม เพื่อล้างน้ำมันและคราบสกปรก ที่อาจจะเป็นตัวก่อสิวออกไป สำหรับคนที่มีผมมัน ควรสระผมทุกวัน)
3.ล้างหน้าทุกครั้ง หลังทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก แต่เน้นว่า ล้างด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น
4.เลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสม โดยครีมบำรุงควรเลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ mineral oil,petrolatum,parafin,lanolin เป็นต้น และเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีป้ายระบุบอกว่า noncomedogenic (ไม่ก่อให้เกิดสิว)
5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เต็มที่
6.งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน เป็นต้น
7.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวในร่างกายดีขึ้น
8.ทายาร่วมกับการรับประทานอาหารเสริม
สำหรับผุ้ที่สิวขึ้นง่ายและสิวอักเสบนั้น ถึงจะดูรักษายังไงสิวก็ยังกลับมาเกิดขึ้นเรื่อยๆ การทายาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะมันมีปัจจัยภายในกระตุ้นตลอด แบบนี้จำเป็นต้องดูแลรักษาควบคู่กับการกินอาหารเสริม เพื่อควบคุมฮอร์โมนไปด้วยนะคะ ในที่นี้จะมาพูดถึงการเสริมอาหารด้วยวิตามินที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาสิว มี 3 ตัวหลักๆ ได้แก่ วิตามินบี5 , Zinc และ Betacarotene

วิตามินบี 5 (Pantothenic Acid B5) ทำหน้าที่สร้าง Coenzyme-A ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมันในร่างกายเรา เมื่อร่างกายเราสามารถเผาผลาญไขมันได้ดี ก็ทำให้ผิวหน้าของเรามีน้ำมันส่วนเกินทะลักออกมาน้อย ลดอาการมันบนใบหน้า เมื่อหน้าเราไม่ค่อยมันก็จะทำให้โอกาสเกิดสิวน้อยลง โดยปกติแล้วปริมาณวิตามินที่คนทั่วไปต้องการก็คือ 10 กรัมต่อวัน ก็จะช่วยให้อาการสิวดีขึ้น  ซึ่งคนที่ขาดวิตามินบี 5 นี้จะเป็นคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก หรือ เครื่องในสัตว์ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเอนไซม์ทดแทนในส่วนที่ร่างกายสูญเสียไปได้ คนที่เป็นสิวมาก ๆ จะขาด Coenzyme-A ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่ดี การที่ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามาก และร่างกายไม่มีเอนไซม์ตัวนี้เพียงพอในการเผาผลาญไขมันได้เป็นปกติก็ทำให้ต่อมไขมันเกิดการอุดตันได้ และเกิดสิวได้ในที่สุด
ดังนั้นการรับประทานวิตามินบี5 อย่างเพียงพอก็ทำให้ไขมันเผาผลาญเป็นปกติ จึงทำให้ไขมันไม่ออกมามาก และจะทำให้รูขุมขนหดเล็กลงในเวตาต่อมา  จึงทำให้ใบหน้านุ่มชุ่มชื้น เนียนเรียบไม่แห้งแตกเป็นขุย

ประโยชน์
1.ช่วยสร้างแอนติบอดี้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
2.เป็นตัวเปลี่ยนไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
3.ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
4.บรรเทาอาการข้ออักเสบ
5.บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
6.ช่วยให้ร่างกายหายจากอาการช็อคหลังการผ่าตัดใหญ่
7.ช่วยลดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
8.ช่วยให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น
9.ช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ได้พลังงาน
10.ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
11.ช่วยป้องกันริ้วรอย
12.ช่วยลดการเกิดสิว หน้ามัน

ข้อควรระวัง
วิตามินบี5 จะออกฤทธิ์ได้ดีในคนที่นอนไม่ดึกนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเลือกที่จะรักษาสิวด้วยวิตามินตัวนี้ ห้ามนอนดึกเป็นอันขาด เพราะการนอนดึกจนติดเป็นนิสัย จะทำให้อวัยวะภายในไม่ได้พัก (โดยเฉพาะตับ) ทำให้อุณหภูมิร่างกายจะสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผิวแห้งขาดน้ำ และเกิดสิวผดตามมา หากมีอาการแพ้ จะรู้สึกระคายเคืองท้อง ท้องเสีย หิวน้ำบ่อย ปากแห้ง ซึ่งหากใครกินวิตามินบี5แล้วเกิดอาการแบบนี้ให้หยุดกินทันที
----------------------------------------------------------------------- 

Zinc (สังกะสี) เป็น antioxidant ช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเอง ลดรอยแผลเป็น ลดสิว ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง (eczema) และ โรค Psoriasis  และช่วยให้ร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่ zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ 60%ของคนที่ทุกข์ทรมานจากการเป็นสิวรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นเมื่อทาน zinc และพบว่าการขาด zinc ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว

ประโยชน์
1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที-เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
2.บรรเทาอาการหวัด
3.รักษาสิว โดยการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ และสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
4.ช่วยในการเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์มในผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากยังช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโต
5.ช่วยสมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร
6.ช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก และมีพัฒนาการตามวัย

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริม Zinc 
ต้องเป็นแร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ไม่เหลือปริมาณตกค้างจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงต้องยังคงรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพที่ร่างกายควรจะได้รับ ซึ่งรูปแบบที่ดีคือ รูปแบบที่เรียกว่า “Zinc Amino Acid Chelate”  เนื่องจากมีกรดอะมิโนที่ช่วยดูดซึมในลำไส้เล็กได้ดีขึ้น

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน : สำหรับการรับประทานเพื่อรักษาอาการสิว ควรรับประทานวันละ 45 mg
-----------------------------------------------------------------------

Beta- carotene  เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งนี้โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนบีตา-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย

โดยเบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอและออกฤทธิ์ได้ดี เมือเทียบกับ lutein , zeaxanthin จะออกฤทธิ์ได้แค่ครึ่งหนึ่งของเบต้าแคโรทีนเท่านั้นเอง นอกจากจะช่วยบำรุงสายตาแล้ว ยังช่วยลดการเกิดสิว และหน้าไม่ค่อยมันอีกด้วย

ประโยชน์
1.ช่วยดูแลรักษาผิวพรรณ ช่วยให้ผิวไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ให้ผิวสดใส เรียบเนียน
2.บรรเทาอาการตาแห้ง ช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกได้อีกด้วย
3.ต่อต้านการติดเชื้อ
4.ป้องกันโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว
5.ช่วยในกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
6.ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่หยาบกร้าน ไม่ตกสะเก็ด
7.ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
8.ป้องกันอาการผิวไหม้จากแสงแดด
9.มีส่วนร่วมในกระบวนการการสร้างกระดูกและฟัน

การเลือกรับประทานเบต้าแคโรทีน
ควรเลือกรับประทานเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการรับประทานเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสังเคราะห์ เนื่องจากเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติจะมีการจัดเรียงสูตรโครงสร้างทางเคมีที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้ประโยชน์จากเบต้าแคโรทีนที่รับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะมีความคล้ายคลึงกันกับการรับประทานจากอาหาร

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน : หากต้องการรับประทานเพื่อการรักษาภาวะความเสื่อมที่เป็นอยู่ สามารถทานได้ถึง 10,000-20,000 IUs ต่อวัน

นอกจากนี้คนที่เป็นสิวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกินวิตามินซีร่วมด้วย เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยแดง เมื่อใดที่ผิวมีการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า leukotrienes เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวแล้วแถมรอยแดงทิ้งไว้อีก การเสริมวิตามินซีเข้าไปด้วยจึงเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยและเสริมความแข็งแกร่งของชั้นผิวหนังได้ค่ะ

หากต้องการใช้ยาแต้มสิว ก็จะมีอยู่ 3 แบบ
(ก่อนใช้ควรทดสอบการแพ้ก่อน หากทาไปแล้วเกิดมีอาการแสบแดงขึ้น ก็สันนิฐานได้ว่าแพ้ครีมตัวนั้นแล้วล่ะค่ะ)
1.benzoyl peroxide หรือเรียกว่า BP เช่น benzac เป็นยาทาสิวที่ได้ผลดีขนานหนึ่ง ทำให้หัวสิวหลุดออกได้เร็วขึ้น ใช้แก้ปัญหาสิวได้ทั้งสิวผด สิวอักเสบ สิวหนอง รวมไปถึงใช้ละลายสิวอุดตันได้เป็นอย่างดี ความเข้มข้นของตัวยาที่ช่วยรักษาสิวที่แนะนำที่ 2.5% ซึ่งต่ำที่สุด ซึ่งมีโอกาสแพ้น้อย หากยิ่งความเข้มข้นมากโอกาสแพ้ก็มีมากขึ้นค่ะ
2.กลุ่มยากรดวิตามินเอ เช่น retin-a , differin ลดปัญหาสิวอุดตัน
Retin-a ความเข้มข้น 0.05% ทาเพื่อลดการเกิดสิว สิว รอยสิวจางไวแถมผิวเรียบอีกต่างหาก การรักษาสิวอุดตันอาจเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์ หรืออาจจะนานถึง 1 เดือนก็แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน แต่ควรระวังแสงแดดให้มากหน่อย เพราะครีมเรติน เอนี้จะทำให้หน้าของเราไวต่อแสงแดดมากๆ จึงควรใช้ครีมกันแดดควบคู่กันไปด้วยเมื่อต้องออกนอกบ้าน
Differin ความเข้มข้น 0.1% แนะนำให้แต้มตอนเป็นหลุมสิวที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่เหมาะสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่ายนะคะ เพราะตัวยาค่อนข้างแรง
แนะนำเพิ่มเติม
- สามารถหาร rose hip oil มาทาร่วมด้วยได้นะคะ เพราะมันช่วยลดหลุมสิว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น และช่วยให้รอยแดงจากสิวจางลงได้ค่ะ (มีหลายยี่ห้อ ที่แนะนำก็จะมียี่ห้อ aura cacia ใช้แต้มเฉพาะบริเวณรอยแดง)
- differin และ ratin-a หากทาพร้อม benzac จะทำให้ประสิทธิภาพจะลดลง แนะนำว่าหลังล้างหน้าให้ทา benzac เฉพาะบริเวณหัวสิว ตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แล้วค่อยทา ratin- a เป็นตัวสุดท้าย
- หากทา differin และ ratin-a c แล้วสิวยังคงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเกิดภายใน 6 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนว่าสิวลดลง หลัง 4 เดือนเป็นต้นไป อย่าเพิ่งหยุดทาไปก่อนนะคะ ให้ทาไปเรื่อยๆ เพราะสิวมันก็ยังคงขึ้นเหมือนเดิมจากปัจจัยภายในร่างกายโดยตัวยาจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น จึงมีผลให้สิวปะทุขึ้นมามากค่ะ
- สิวอักเสบที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการทา retin-a และแพ้วิตามินเอ เพราะเห็นหลายๆคนที่ทาแล้วจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น จึงมีผลให้สิวปะทุ ซึ่งจะเกิดภายใน 6 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนว่าสิวลดลง หลัง 4 เดือนเป็นต้นไป ยารักษาสิวชนิดนี้ต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผล แต่คนส่วนใหญ่มักจะเลิกทาเสียก่อนเพราะรับมือกับสิวไม่ไหว
3.กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น clindamycin จะลดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบลงได้มาก เหมาะสำหรับสิวหัวหนองขนาดเล็ก หากเป็นสิวหัวช้างหรือซีสต์ (การใช้ยาชนิดนี้ต้องแน่ใจว่าสิวที่เกิดขึ้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจริง ไม่ได้มีสาเหตุจากเรื่องอื่นๆ)

การใช้ยาอะไรต้องแน่ใจว่า เลือกใช้ได้ตรงตามสาเหตุ ขนาดและวิธีการรับประทาน ระยะเวลาของการใช้ที่เหมาะสม ย่อมส่งผลลัพท์ในการใช้ยาทั้งสิ้นนะคะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีประสบการณ์เรื่องสิวซักเท่าไร แต่เราก็ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องสิวมาค่อนข้างเยอะมาก แต่ทั้งนี้การรักษามันก็ขึ้นกับสภาพหน้าแต่ละคนล่ะค่ะ เรื่องแบบนี้มันคงต้องทดลองกันเองเนาะ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าสภาพหน้าเราเป็นยังไง ก็นำไปปรับใช้ดูนะคะ การรักษาสิวต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นต้องใจเย็นๆ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

D.I.Y.Double Hyaluronic Acid

บล็อกนี้เราจะมาทำโลชั่นที่เต็มเปี่ยมด้วยความชุ่มชื่นสูงสุดแต่ให้เนื้อสัมผัสที่บางเบาสบายผิว ผสานพลังสารแห่งความชุ่มชื่นอย่าง Hyaluronic Acid ในประสิทธิภาพแบบดับเบิ้ล ซึมได้ทั้งในส่วนบนและส่วนลึกของชั้นผิว จึงให้ความชุ่มชื้นได้ทั่วถึง เป็นสาเหตุให้เราอยากทำโลชั่น Hyaluronic Acid แบบดับเบิ้ลไว้ใช้เองโดยรวมทั้ง 2 ตัวเข้าด้วยกัน เลยจ้า น่าตื่นเต้นจัง อิอิ


ปัจจุบัน Hyaluronic Acid ที่นำมาใช้ในเครื่องสำอางค์นัั้นมีอยู่หลายแบบ แบ่งตามน้ำหนักได้ 2 แบบ คือ
1.Hyaluronic Standard Molecule โมเลกุลธรรมดา มีน้ำหนักประมาณ 1,000,000 Daltons
2.Hyaluronic Nano Molecule โมเลกุลเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 35,000 - 50,000 Daltons

ความแตกต่างของโมเลกุลธรรมดาและโมเลกุลเล็กคือ ความสามารถในการซึมเข้าสู่ชั้นผิว โดยโมเลกุลเล็กก็จะซึมเข้าไปลึกถึงชั้นคีราติน ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นสูงสุดถึงชั้นผิวภายใน ในขณะที่โมเลกุลธรรมดา จะซึมอยู่ชั้นบ่นๆเท่านั้น ทำหน้าที่เสมือนปราการความชุ่มชื่น เคลือบผิวด้านนอกไว้ จึงช่วยล็อคความชุ่มชื่นให้อยู่กับผิว

หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการให้ความชุ่มชื้น สามารถเลือกใช้ Hyaluronic Acid Standard Molecule ร่วมกับ Hyaluronic Acid Nano Molecule ซึ่งมันดีกว่าการใช้โมเลกุลเดี่ยวๆ และเพื่อให้การซึมเข้าสู่ผิวได้ทั่วถึงนั่นเอง อีกอย่างการที่เราต้องใช้ทั้งทั้ง 2 ตัว เพราะ Hyaluronic Acid Nano Molecule จะไม่มีความสามารถในการก่อตัวกลายเป็นเจลได้ ทำให้มีลักษณะเหลวเหมือนน้ำ จึงทำให้ต้องใช้ Hyaluronic Acid Standard Molecule ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดการก่อตัวเป็นเจลได้นั่นเองค่ะ

มาเริ่มขั้นตอนการทำ Double Hyaluronic Acid กันเลยดีกว่าคะ สูตรนี้มาจาก myskinrecipes ค่ะ โดยเราจะทำให้มันบริสุทธิ์ที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการแพ้ และการระคายเคืองผิว ซึ่งส่วนผสมก็จะมีแต่ Hyaluronic Acid 2 ชนิด รวมกับน้ำบริสุทธิ์

ส่วนผสมที่ต้องใช้
1.น้ำกลั่น หรือน้ำกรองก็ได้ 99ml
2.ผง Hyaluronic Standard Molecule 0.5g
3.ผง Hyaluronic Nano Molecule 0.5g

** ห้ามใช้ hyaluronic Acid เกิน 0.1% เพราะอาจทำให้รู้สึกถึงการเคลือบผิวของ Hyaluronic Acid ซึ่งจะไม่เหมาะกับผิวมัน เนื่องจากจะรู้สึกถึงความเหนอะหนะ
**  เพื่อให้ hyaluronic acid ไม่เสียคุณภาพ pH ต้องอยู่ระหว่าง 4-9 และอุณหภูมิห้ามเกิน 70องศา และต้องใส่สารกันเสียเพื่อป้องกันแบคทีเรียทำลายเนื้อเจล
** ในกรณีที่ต้องการเติมสารชนิดอื่นๆเพิ่มเติม แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มค่ะ
1.ผงที่สามารถละลายในน้ำ เช่น Vitamin B3, Allantoin ต้องเติมแล้วคนให้ละลายอย่างสมบูรณ์ ก่อนใส่ hyaluronic
2.ของเหลว เช่นเปปไทน์ชนิดต่างๆ ต้องเติมและคนให้เข้ากัน หลัง hyaluronic ละลายอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเนื้อเจลแล้วเท่านั้นค่ะ

ขั้นตอน
1.ใส่ผง Hyaluronic Nano Molecule 0.5g และ Hyaluronic Standard Molecule 0.5g ลงในนำน้ำที่เตรียมไว้ 99ml ปิดฝา แล้วเขย่าซัก 3นาที
  
  
2.นำสารที่ได้ไปแช่เย็นประมาณ 3-5ชม.
3.เมื่อครบ 3 ชม. แล้วลองเปิดออกมาดูและตรวจสอบว่า Hyaluronic ละลายสมบูรณ์แล้วหรือยังโดยไม่มีก้อนๆอะไรลอยอยู่ ถ้าหากว่ายังละลายไม่สมบูรณ์ก็เขย่าอีกแล้วนำไปแช่เย็นต่อ













4.ขั้นตอนสุดท้ายให้เติมสารกันเสีย เช่น phenoxyethanol ในปริมาณ 0.5-1.0% แล้วคนหรือเขย่าให้เข้ากัน


เนื้อเจล Double Hyaluronic Acid ที่ได้ค่ะ มันมีความคล้ายกับ Hada labo เลย ส่วนการซึมสู่ผิวก็ไม่แตกต่างกันค่ะ ส่วนตัวแล้วเรายังไม่เคยใช้ Hada labo ตอนแรกว่าจะลองซื้อมาใช้อยู่ เพราะไปอ่านในโต๊ะเครื่องแป้งของพันทิปแล้วทำให้ฮอร์โมนอยากเสียตังค์พุ่งปี๊ดดดด 555 แต่ได้มาอ่านเจอวิธีทำ Double Hyaluronic Acid แล้วเลยเปลี่ยนใจ ทำเอง ง่ายๆ แล้วถ้าอยากเพิ่มสารตัวไหนที่เราชอบเราก็ใส่ไปได้เลย (แต่ของเราไม่ได้ใส่ เพราะลืม......ทำไป ดูโทรทัศน์ไปก็ลืมเลย 555) เราทดลองใช้มา 1 อาทิตย์แล้วยังไม่เกิดการแพ้เลยค่ะ ถือว่าได้ผล คุณภาพคุ้มค่า ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะคะ


ขอบคุณข้อมูลจาก myskinrecipes

D.I.Y. vitamin C serum แบบง่ายๆ

หลายๆคนอาจจะสรรหาเซรั่มหรือไวน์เทนนิ่งครีมบำรุงผิวที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่ก็มีอีกหลายคนที่มีงบน้อยไม่พอที่่จะไปซื้อเซรั่มราคาแพง วันนี้เราเลยหาวิธีที่จะทำให้คุณสามารถทำใช้เองได้ในราคาไม่กี่ร้อย แถมคุณภาพเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ได้เลย และยังมีปลอดภัยในเรื่องของส่วนผสมอีกด้วย เราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในบล็อกเกอร์ต่างๆได้ง่ายๆ มีหลากหลายวิธีให้ลองทำกันดู ส่วนการผสมนั้นก็ง่ายมาก แต่ข้อเสียของการผสมเองคือตัววิตามินซีมันจะเสื่อมสภาพได้เร็วมาก จึงต้องผสมในปริมาณที่พอใช้ (กะปริมาณให้พอใช้ 3-5 วันก็พอค่ะ) และเก็บในที่ที่ไม่ถูกแสงแดด ด้วยเหตุผลนี้เองที่แบรด์เครื่องสำอางค์เค้าขายกันในราคาสูง เพราะเค้าใช้เทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุวิตามินซีไม่ให้เสื่อมสภาพเร็วนั่นเอง

ประโยชน์ของวิตามินซีกับความงาม
1.วิตามินซีสามารถป้องกันอันตรายจากแสงยูวี โดยผลวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า หากเราทาวิตามินซีก่อนออกแดดจะสามารถลดปัญหาผิวไหม้ บรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดด (เมื่อทาร่วมกับครีมกันแดดก็จะสามาระป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ดีขึ้น)
2.มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากความชราของผิวหนัง วิตามินซีจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เพิ่มขึ้น โดยได้มีการทดลองทาวิตามินซีที่ใบหน้าเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าทำให้เส้นริ้วรอยบางๆ จางหายไป ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น
3.ทำให้เม็ดสีเมลานินจางลง ช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ในคนที่เป็นฝ้า กระ รอยดำ ส่งผลให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผล

Vitamin C แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งทำให้การผสมแตกต่างกัน
1.กลุ่มกลัวน้ำ คือ Vitamin C L-Ascorbic Acid (LAA) จุดเด่นคือมีประสิทธิภาพดีที่สุด เท่าที่ทราบปัจจุบันยังไม่มีวิตามินซีตัวไหนมีประสิทธิภาพดีเท่ากับตัวนี้ สาเหตุคือ ผิวเราสามารถดูดซึมเข้าไปใช้เลยทันที แต่ข้อเสียคือมีความเสถียรต่ำ ทำให้เสื่อมสภาพเร็ว
2.กลุ่มไม่กลัวน้ำ มีหลายตัว เนื่องจากหลายผู้ผลิตพยายามพัฒนะขึ้นมา โดยจุดประสงค์คือ มีความเสถียรแม้โดนน้ำ และ มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ LAA มากที่สุด เช่น MAP (Magnesium Ascorbyl Phosphate) , SAP (sodium ascorbyl phosphate), AA2G (Ascorbic Acid 2-Glucoside), Ethyl Ascorbic Acid (3-O-Ethyl-L-ascorbic acid)

ข้อดีของ D.I.Y. vitamin C serum 
-ค่าใช้จ่ายถูกมาก
-ผสมง่าย ใช้เวลาทำไม่นาน

D.I.Y. vitamin C serum แบบง่ายๆ
อุปกรณ์
1.L-Ascorbic Acid 5-20%
2.Glycerin 1-3 หยด  
3.ขวดแก้วสีชา แบบ Dropper
4.กระดาษลิตมัส
5.โทนเนอร์ (ควรเลือกตัวที่บำรุงผิวด้วย) เช่น โทนเนอร์ของ Thayers กลิ่น Rose Petal Witch Hazel, with Aloe Vera Formula หรือจะใช้โลชั่น ฮาดะ ลาโบะ สูตร ซูเปอร์ ไฮยาลูโรนิค แอซิด มอยส์เจอร์ไรซิ่ง โลชั่น หรือไม่ก็ใช้น้ำกลั่น ในปริมาณ 85-95%

**แนะนำให้ใช้โทนเนอร์เพราะมันมีส่วนผสมที่บำรุงผิวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไม่เติมสารอื่นเพิ่มมากมาย
**โทนเนอร์ที่ไม่ควรใช้ผสมกับวิตามินซีคือ โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ arbutin, อนุพันธ์ของวิตามินซีรูปแบบอื่นๆ เช่น ascorbyl glucoside, sodium ascorbyl phosphate, magnesium ascorbyl phosphate และวิตามินบีสาม (niacinamide) เพราะ arbutin จะทำให้สารเหล่านี้เสื่อมสภาพ ส่วน niacinamide หากอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดจะค่อยๆเปลี่ยนเป็น niacin เพราะจะเสื่อมสภาพได้เมื่อเจอน้ำ ความชื้น แสง ความร้อน และอากาศ (Niacinamide สามารถทนกรดได้ถึง pH 3 ปกติถ้าใช้ L-ascorbic acid 5% จะพอดีกับค่า pH ในสูตร
แต่ถ้า L-ascorbic acid มากกว่านี้ อาจจะทำให้ Niacinamide เสื่อมสภาพได้ แต่การเสื่อมสภาพของมันจะใช้เวลาหลายวัน)

วิธีทำ D.I.Y. vitamin C serum
สมมติเราจะทำเซรั่มในปริมาณ 30g กะว่าจะใช้ได้ 1 อาทิตย์ เราจะผสมโทนเนอร์ 85% กับ วิตามินซี 15% ละกันนะคะ
1.เทโทนเนอร์ที่ชอบลงในขวดแก้วในปริมาณ 25.5g
2.หยดกลีเซอรีนลงไป 1-3 หยด กลีเซอรีนเป็นสารกักเก็บและดูดความชื้นสู่ผิว และช่วยให้เซรั่มมีความนุ่มลื่นน่าใช้ (ถ้าหากเป็นคนผิวมัน ไม่ชอบความเหนอะ ไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้)
3.ผสมวิตามินซี 4.5 g ของปริมาณโทนเนอร์ทั้งหมดที่เตรียมไว้(ปริมาณวิตามินซี ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับผิวหน้า โดยผิวบอบบางควรเริ่มใช้วิตามินซีที่ 5%)
4.เขย่าเบาๆเพื่อให้วิตามินซี กลีเซอรีน และโทนเนอร์ให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 10-15 วินาที
5.วัดค่า pH โดยให้ค่า pH อยู่ระหว่าง 3-4 (หากค่า pH ต่ำไป ให้เติมฮาดะ ลาโบะ เพิ่ม และหากค่า pH สูงไป ให้เติมวิตซีเพิ่ม)

ข้อแนะนำ
- ความเข้มข้นที่ทำให้วิตามินซีมีประสิทธิภาพคือ 5-20% ของส่วนผสมทั้งหมด แต่ห้ามเกิน 20% เนื่องจากวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดอาจจะทำให้ผิวไหม้ได้นะคะ
- L-ascorbic Acid ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ไม่ค่อยเสถียรสักเท่าไหร่ เมื่อเจออากาศและแสงจะเกิดการ Oxidize จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซึ่งจะทำให้วิตามินซีเสื่อมสภาพได้ จึงแนะนำให้เก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในขวดแก้วสีชา
-หากไม่มีเครื่องชั่งดิจิตอล แนะนำให้ใช้ช้อนชาก็ได้ค่ะ (โดยเทียบ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 ) เราจะใช้แค่ 4.5g ก็ไม่ต้องตักวิตามินซีให้พูนช้อนก็ได้ค่ะ
-หากไม่มีกระดาษลิตมัต จะไม่วัดค่า pH ได้มั๊ย คำตอบคือ จะไม่วัดก็ได้เพราะยังไงมันก็เป็นกรดอยู่แล้ว แต่ถ้าวัดได้ก็จะดีมากค่ะ เพื่อความแน่ใจเราก็จะได้ปรับความเป็นกรด-ด่างได้

วิธีทำก็ง่ายๆใช่มั๊ยล่ะคะ ถ้าอยากได้เซรั่มวิตามินซีราคาประหยัด ใช้ได้สบายเงินในกระเป๋า ไม่ต้องเสียตะดุ้งสะตังค์ไปซื้อเซรั่มวิตามินซีราคาแพง ก็ลองเอาไปทำดูนะคะ และอย่าลืมเลือกโทนเนอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวตัวเองด้วยนะคะ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com

D.I.Y. Vitamin C Serum (Skinceutical C E Ferulic)


วันนี้เอาสูตร Vitamin C Serum มาฝากค่ะ เป็นเซรั่ม วิตามินซีที่ดังที่สุดในอเมริกา และดีที่สุดในโลกตัวหนึ่ง นั่นคือ Skinceuticals C E Ferulic®  สูตรนี้ที่ USA ขาย 30 ml ราคา 4,380 บาท จากการวิจัยผลการเปรียบเทียบทั้งเรื่อง %ความเข้มข้น  และราคา พบว่าเซรัมวิตามินซียี่ห้อนี้เป็นยี่ห้อที่ดีมากตัวหนึ่งเลยทีเดียว  และมันก็ดังมากในห้องโต๊ะแป้งของเว็บพันทิปเลยทีเดียว






สาเหตุที่บอกว่า Skinceutical C E Ferulic ดีที่สุดในตระกูล vitamin c ทั้งหลาย
เป็น water-based สามารถซึมสู่ผิวได้ง่ายและเร็ว
มีส่วนผสมของสารอื่นๆ เช่น Hyaluronic acid ที่ช่วยบำรุงให้ผิวพร้อมสำหรับ vitamin c ที่มีฤทธิ์เป็นกรด
นอกจาก vitamin e และ ferulic acid จะช่วยชะลอการ oxidation ของ vitamin c แล้ว ยังช่วย anti-oxidant  แก่ผิวด้วย ตัว vitamin e เรารู้อยู่แล้วว่าเป็น anti-oxidant ส่วน ferulic acid นั้นมีผลการวิจัยรับรองชัดเจน



สูตรต้นฉบับ
Ingredients: Water, Ethoxydiglycol, L- Ascorbic Acid, Propylene glycol, Glycerin, Laureth-23, Triethanolamine (TEA), Alpha Tocopherol, Ferulic Acid , Panthenol, Sodium Hyaluronate

สูตร D.I.Y. Skinceutical C E Ferulic
Ingredients: Water, Ethoxydiglycol, L- Ascorbic Acid, Propylene glycol, Glycerin, Laureth-23, Triethanolamine (TEA), d-Alpha Tocopherol, Ferulic Acid , Panthenol, Hyaluronic Acid , Phenoxyethanol

วัตุดิบและอุปกรณ์
Ingredients: DI Water , Ethoxydiglycol, L- Ascorbic Acid, Propylene glycol, Glycerin, Laureth-23, Triethanolamine (TEA), d-Alpha Tocopherol, Ferulic Acid , Panthenol, Hyaluronic Acid , Phenoxyethanol

วิตามินซีของเราเลือกใช้ยี่ห้อ NutriBiotic ค่ะเป็นเกรด Pharmaceutical Grade และมีความบริสุทธิ์ 100%



อุปกรณ์
ช้อนตักสาร, เครื่องชั่งดิจิตอล, เทอร์โมมิเตอร์, เครื่องวัด pH, ถ้วยแก้ว, ดรอบเปอร์, กระบอกตวง

วิธีทำ D.I.Y. Skinceutical C E Ferulic
เราจะผสมกันปริมาณ 100กรัม นะคะ ถ้าเทียบเป็นปริมาตร ก็ประมาณ 80ml ค่ะ
แบ่งสารเป็น 4 กลุ่มคือ
Part A
- น้ำกลั่น (DI Water) 43.7กรัม
- Triethanolamine (TEA) (เป็นด่าง ช่วยปรับ pH ให้อยู่ในช่วงประมาณ 3.7) 2.5กรัม
- Ferulic Acid (สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ Vitamin C LAA มีความเสถียร) 0.5กรัม
- Panthenol (Vitamin B5 ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น) 0.5กรัม

Part B
- Ethoxydiglycol (ตัวทำละลาย และช่วยนำพาสารซึมสู่ผิว) 20กรัม
- Propylene glycol (ตัวทำละลาย และหล่อลื่น) 10กรัม
- Glycerin (หล่อลื่น ชุ่มชื้น ให้เวลาใช้รู้สึกปรื้ดๆบนผิว) 3กรัม
- Laureth-23 (emulsifier หรือตัวประสานน้ำมันเข้ากับน้ำ) 3กรัม
- d-Alpha Tocopherol (vitamin e ช่วยทำให้ vitamin c เสถียร และช่วยต้านอนุมูลอิสระแก่ผิว) 1กรัม

Part C
- L-Ascorbic Acid 15กรัม

Part D
- Hyaluronic Acid Standard (ให้ความชุ่มชื้น) 0.3กรัม
- Hyaluronic Acid Nano (ให้ความชุ่มชื้น) 0.5กรัม
(ช่วยเสริมวิตามินซีเพื่อให้อิ่มน้ำ)

ขั้นตอนการทำเซรัมวิตามินซี
1.ผสม Part A เข้าด้วยกัน คนซัก 1 นาที จนเป็นของเหลวใส (สีที่ได้จะออกเหลืองนิดๆ เพราะสีเหลืองที่ได้มาจากตัว ferulic ค่ะ) จากนั้นเก็บ Part A ไว้ก่อน

2.ผสม Part B เข้าด้วยกัน จากนั้นอุ่นให้ได้ประมาณ 70องศา เพื่อให้ Laureth-23 ที่มีลักษณะเป็นก้อนๆละลายเป็นของเหลวเสียก่อน และจะช่วยจับสารต่างๆเข้าด้วยกัน

3.ผสม Part A รวมกับ Part B ในขณะที่ Part B ยังอุ่นๆอยู่ โดยรอให้อุณภูมิของ Part B ลดลางจาก 70 องศาเป็น 40-45องศา เสียก่อน แล้วคนซัก 1 นาที ให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์
4.ผสม Part C เข้ากับสารที่ได้ โดยโรย Part C ลงไปให้ทั่ว จากนั้นให้คนหรือเขย่าให้เข้ากัน จนแน่ใจว่าละลายสมบูรณ์ (ของเหลวใสสนิท ไม่มีตะกอนใดๆลอยอยู่) ประมาณ 1-2 นาที

5.นำสารที่ได้เป็นแช่เย็น เนื่องจากขั้นตอนต่อไปจะต้องใส่ Part D คือใส่ Hyaluronic Acid โดย Hyaluronic Acid จะสามารถละลายได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในความเย็น จึงต้องนำไปแช่เย็นซัก 2 ชม.ก่อน โดยให้ปิดฝาด้วยเพื่อไม่ให้น้ำระเหยออกไป
6.เมื่อแช่เย็นครบ 2 ชม. ก็โรย Hyaluronic Acid ทั้งแบบ standard และ nano ลงไป และคนไปเรื่อยๆซัก3นาที หรือจะปิดฝาแล้วเขย่าแรงๆ 3 นาทีเหมือนกัน แล้วก็แช่เย็นต่ออีกซัก 2 ชม. จนสังเหตุเห็นว่า Hyaluronic Acid ละลายเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นใส่ Phenoxyethanol (สารกันเสีย) ในปริมาณ 0.5-1 กรัม เขย่าแล้วนำไปแช่เย็นเก็บไว้


เพียงเท่านี้เราก็ได้เซรั่มวิตามินซีที่ปรุงเองไปใช้เริดๆ เชิดๆ ถ้ามีอุปกรณ์ที่พอจะหาซื้อได้ก็ลองทำดูนะคะ สนุกดีค่ะ ^____^ แต่ถ้าหากใครคิดว่าต้องใช้อุปกรณ์เยอะ ยุ่งยากก็ลองทำสูตรง่ายๆดูนะคะ ตามมาชมกันเลย 

ข้อแนะนำ : ควรเก็บเซรั่มที่ปรุงเสร็จแล้วไว้ในหลอดแก้วสีชา และเก็บไว้ในตู้เย็นตลอด เพราะขวดสีชาช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น และลดการกัดกร่อนของกรด

ขอบคุณข้อมูลจาก  myskinrecipes.com

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

เทคนิคแก้ฝ้า เอาหน้ารอด ฉบับการรักษาด้วยการเสริมอาหารด้วยสารสกัดจากพืช

บล็อกต่อจาก สูตรเด็ด!! อันเชิญคุณ “ ฝ้า กระ จุดด่างดำ” ออกจากใบหน้า


อาหารเสริมที่สกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการรักษาฝ้า กระ  เช่น สารสกัดจากเปลือกสน(pycnogenol) , เมล็ดองุ่น(grape seed extract) , สารสกัดจากมะเขือเทศ (lycopene) นอกจากนี้ยังสามารถทานควบคู่กับ NAC(N-acetyl- cysteine) , กรดอัลฟ่าไลโปอิค(ALA) และ วิตามินซี (vitamin c) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านปฏิกิริยาของรังสียูวี ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิ และกระตุ้นการซ่อมแซม DNA ของผิวหนังจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาและป้องกันการเกิดฝ้า กระ ได้ในระยะยาว

ขออธิบายสารแต่ละตัวที่ช่วยทำหน้าในการรักษาฝ้า กระ เลยละกันนะคะ
สารสกัดจากเปลือกสน (Pycnogenol) ช่วยต่อต้านการผลิตเม็ดสีเมลานิน ปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำ กระ ฝ้า สีผิวไม่สม่ำเสมอจากการทำลายของแสงแดดได้
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed extract) ช่วยลดกระบวนการสร้างเม็ดสี ซึ่งเป็นสาเหตุของฝ้า กระ ใบหน้าหมองคล้ำ โดยลดความเข้มของสีผิวบริเวณที่ดำคล้ำลง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส
สารสกัดจากมะเขือเทศ (Lycopene) สารธรรมชาติที่มีสีแดงกลุ่มแคโรทินอยด์ ช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนต่อการทำลายของแสงแดดได้มากขึ้น 3 เท่า จึงลดความรุนแรงของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงแดด โดยในบุคคลที่ได้รับสารไลโคปีน 16 g ต่อวัน จะทำให้อัตราการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ลดลงถึง 40% หลังจากรับประทานมะเขือเทศติดต่อกันนาน 10 สัปดาห์
NAC (N-acetyl- cysteine) เป็นสารตั้งต้นของ Glutathione ไม่สามาถพบตามธรรมชาติในอาหาร ต้องกินจากวิตามินเสริมเข้าไปเท่านั้น เป็นสารที่ให้ Sulfhydryl group เพื่อให้ Glutathione มีความสามารถเพียงพอในการกำจัด Toxic metabolites โดย NAC จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Glutathione ขึ้นมาเอง ซึ่งช่วยล้างสารพิษที่ตับและต้านอนุมูลอิสระ ช่วยควบคุมการผลิตเม็ดสีเมลานินในร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณสว่างใสขึ้น
กรดอัลฟ่าไลโปอิค (ALA) ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานินในร่างกาย ช่วยลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมของผิว จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิกดึงกลูต้าไธโอนกลับมาในฟอร์มที่ใช้งานได้อีกครั้ง  
วิตามินซี (Vitamin c) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์และเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย ช่วยเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน โดยช่วยสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนทำให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่น

หลักๆก็จะมีอยู่ 6 ตัวนี้ค่ะ ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าให้แนะนำก็กินแค่ 3 ตัวก็พอจะช่วยได้ค่ะ นั่นก็คือ Pycnogenol 100 mg , Lycopene 15 mg และ NAC (ตัวนี้จะมีกลิ่นฉุนหน่อยนะคะ หากใครกลัวว่าจะทานไม่ไหวก็ทาน ALA แทนได้ค่ะ) ที่สำคัญควรกินวิตามินซีร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของสารตัวอื่นได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Pycnogenol คนที่เป็นฝ้าควรเสริมสารสกัดชนิดนี้เข้าไปในร่างกายนะคะ
นอกจากนี้ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ โดยต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปัญหาของตัวเรา ในกรณีที่มีปัญหา กระ หรือ ฝ้า ควรเลือก ครีมกันแดด ที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF ควรมีค่าประมาณ 15 ถึง 30 หรือสูงกว่าขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ครีมกันแดด บนผิวหน้ายังมีปริมาณที่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด ไม่ได้จางหายไปกับเหงื่อที่มักจะถูกซับด้วยทิชชู่ ข้อแนะนำเพิ่มเติมในคนที่มีสภาพผิวหน้าแบบผิวมันเป็น สิว ง่าย ควรเลือกใช้ ครีมกันแดด ที่เป็นสูตร silicone-based หรือไม่ก็สูตร water-based และควรอยู่ในรูปของเจลหรือโลชั่นจะเหมาะสมกว่าในรูปของครีมนะคะ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com