bubyblog


สวัสดีค่ะชื่อบูนะคะ บูเขียนบล็อกเพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นคนรักสวยรักงาม ชอบที่จะดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาคนที่เจอเราชอบถามว่าทำไมหน้าใสจัง หน้าดูเด็กทั้งที่อายุก็วัยเบญจเพศแล้ว ตอนเด็กๆเราก็ดูแลดีอยู่แหละค่ะ แต่พอช่วงเข้าสู่วัยทำงาน ต้องเข้าเมือง เจอทั้งมลภาวะ ฝุ่น ควัน แถมยังเครียด ขาดออกกำลังกาย นอนดึก หน้าโทรม ริ้วรอยก็เริ่มมา พอเริ่มรู้ว่าความแก่มาเยือนละ เราก็รีบกลับมาดูแลตัวเองทันที ศึกษาข้อมูลสารต่างๆ พบสารที่น่าทึ่งมากมาย ทำให้เรารีบไปหาอาหารเสริมมาบำรุงตัวเองได้ทันเวลา ตอนนี้กำจัดเจ้าตัวร้ายที่ทำร้ายผิวเราได้ทันท่วงทีแล้วจ้า อยากรู้เคล็ดลับก็ตามมาอ่านบทความดีๆในบล็อกของเราได้นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

Lycopene

Lycopene คือ สารธรรมชาติที่มีสีแดงในกลุ่มแคโรทินอยด์ จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกลำดับต้นๆ เหนือกว่าแคโรทินอยด์ทุกตัว อีกทั้งเหนือกว่าวิตามินอีและกลูต้าไทโอนหลายเท่า  ส่วนใหญ่แล้วไลโคปีนที่เรารับประทานกันได้มาจากผลของมะเขือเทศรวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นจากมะเขือเทศ นอกจากนี้ยังพบได้จากผลไม้อื่น ๆ หลายชนิดได้แก่ แตงโม ฝรั่ง มะละกอ และส้ม มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยลดความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีฤทธิ์ที่ดีกว่าแบต้าแคโรทีน และแอลฟาโทโคฟีรอล ถึง 2 และ 10 เท่า ตามลำดับ


อย่างไรก็ตาม ไลโคปีน เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถผลิตและเก็บสะสมได้เหมือนสารอาหารชนิดอื่น โดยจะถูกนำมาใช้ในส่วนต่างๆ และขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ซึ่งถ้าปริมาณไลโคปีนในร่างกายลดลง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ และเกิดโรคร้ายในที่สุด จึงต้องรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณไลโคปีนให้เพียงต่อความต้องการในแต่ละช่วงวัยด้วย

ไลโคปีนเดี่ยวๆจะมีประโยชน์น้อยมาก หากไม่อยู่ร่วมกับสารสกัดจากเบต้าแคโรทีน เรียกว่า phytonutrients ซึ่งเป็นสารที่พบในพืชผักและผลไม้ ทำให้พืชผักมีสี กลิ่นและรสชาติ สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดี มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ไลโคปีนสามารถป้องกันการทำลายของ DNA จึงช่วยป้องกันความเสื่อมและความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังของคนเรา รวมทั้งสามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้เป็นอย่างดี

นอกจากไลโคปีนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว ไลโคปีนยังนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ช่วยบำรุงผิว ในรูปแบบครีม โลชั่น หรือเจล เป็นต้น เมื่อรู้ประโยชน์ของสารสกัดไลโคปีนแล้วสามารถเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงผิวและสามารถป้องกันแสงแดดได้อย่างตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

สารสกัดไลโคปีนช่วยป้องกันผิวจากแสงแดดได้อย่างไร
Olivier Aust และคณะ ประเทศเยอรมัน ได้ทำการศึกษาผลของ สารสกัดไลโคปีนกับอาสาสมัคร โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดไลโคปีนประมาณวันละ 10 มก.ต่อวัน เวลา 12 สัปดาห์ พบว่าระดับซีรั่มที่มีไลโคปีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในสัปดาห์ที่ 0, 4, และ 12 ผิวหนังร้อนแดงถูกกระตุ้นจากเครื่องจำลองแสงอาทิตย์ ผิวที่หลังของแต่ละคนได้รับการฉายรังสีให้มีค่า minimal erythema dose (MED) อยู่ที่ 1.25 ผิวหนังที่ร้อนแดงถูกประเมินก่อนและหลังการฉายรังสี 24 ชั่วโมงด้วยโปรแกรม chromametry และแสดงค่า a-values เป็นบวก (แกน-แดง/เขียว) ค่า a-values (ความแตกต่างของค่าก่อนและหลังการฉายรังสี 24 ชั่วโมง) ถูกใช้เป็นดัชนีบอกความหนาแน่นของความร้อนแดง ค่า a-values ที่ลดลง จากสัปดาห์ที่ 0 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 12 แสดงให้เห็นว่าการป้องกันการเกิดผิวหนังร้อนแดงได้ก่อตัวขึ้น แสดงว่าสารสกัดไลโคปีนช่วยยับยั้งการดูดซึม อย่างสูงสุดที่ความยาวคลื่นของแสงยูวี การดูดซึมแสงยูวีนี้ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสง

ประโยชน์ของ Lycopene
1.ช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนต่อการทำลายของแสงแดดได้มากขึ้น 3 เท่า จึงลดความรุนแรงของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสง สามารถต่อต้านมะเร็งผิวหนัง และชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว
2.ลดอัตราการเกิดสิว ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน สิวผดเม็ดเล็กๆจะหายไปจากใบหน้าด้วยคุณสมบัติของเบต้าแคโรทีนที่ช่วยลดการอุดตันรูขุมขน
3.ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบนใบหน้า ที่เราเรียกว่าเลือดฝาด จึงทำให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวา ผิวอมชมพู  เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดี
4.ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากทุกประเภทได้ถึง 35%
5.ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก เพราะสามารถป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระทำปฏิกิริยาสร้างแผงที่ผนังเซลล์ที่อาจกลายเป็นเนื้อร้าย
6.ป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
7.คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ หากรับไลโคปีนเป็นประจำจะลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดตีบและหัวใจวาย

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน : สามารถรับประทานไลโคปีน 16 g ต่อวัน ติดต่อกันนาน 10 สัปดาห์  จะทำให้อัตราการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ลดลงถึง 40% จึงป้องกันการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ได้

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.dreamy-shop.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น